วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โยคะท่านั่ง

โยคะ : ท่านั่งและประโยชน์

ท่าโยคะคารวะ



ขั้นตอนการฝึก
นั่งท่าดอกบัวชั้นเดียว มือไข้วหลัง มือซ้ายจับข้อมือขวา
หายใจเข้า ยืดลำตัวให้ตรง ค่อยๆโน้มตัวลง หายใจออกให้ช่องท้องกดเท้าลงนวดอวัยวะภายในช่องท้อง โน้มตัวลงจนกระหม่อมจรดพื้น
นิ่งในท่านี้สักครู่ แล้วค่อยๆเงยหน้าขึ้น ยกลำตัวทีละส่วนขึ้น หายใจออก จนตัวตรง
ประโยชน์
เป็นการนวดอวัยวะภายในช่องท้อง เลือดไหลเวียนหล่อเลี้ยงศีรษะได้ดี ทำให้สมองแจ่มใส การกดทับเส้นเลือดใหญ่ที่โคนขา เป็นการชำระล้างผนังหลอดเลือด
ท่าโยคะมุทรา



ขั้นตอนการฝึก
นั่งท่าดอกบัวชั้นเดียว ประสานมือทั้งสองไปด้านหลัง แขนตึงหายใจเข้า ยืดลำตัวให้ตรง
ค่อยๆโน้มตัวลง หายใจออกให้ช่องท้องกดเท้าลงนวดอวัยวะภายในช่องท้อง โน้มตัวลงจนกระหม่อมจรดพื้น แขนทั้งสองยกขึ้นให้ตึง นิ่งในท่านี้สักครู่ แล้วค่อยๆเงยหน้าขึ้น พร้อมลดแขนลง ยกลำตัวทีละส่วนขึ้น หายใจออก จนตัวตรง
ประโยชน์
เป็นการนวดอวัยวะภายในช่องท้อง เลือดไหลเวียนหล่อเลี้ยงศีรษะได้ดี ทำให้สมองแจ่มใส การกดทับเส้นเลือดใหญ่ที่โคนขา เป็นการชำระล้างผนังหลอดเลือด และบริหารไหล่และต้นแขน
ท่าเด็ก



ขั้นตอนการฝึก
คุกเข่าเท้าชิดหรือแยกเท้าเล็กน้อย เหยียดปลายขาและข้อเท้าไปข้างหลัง นั่งลงบนส้นเท้า
ขณะหายใจออกก้มตัว วางหน้าผากลงบนพื้น คอตรงไม่เอียงคอไปข้างหนึ่งข้างใด ก้นอยู่บนส้นเท้า(หากก้มไม่ได้ให้ยกก้นเล็กน้อย)
เหยียดแขนทั้งสองไปเหนือศีรษะ คืบนิ้วไปให้ไกลที่สุด แล้วกดฝ่ามือทั้งสองให้แนบกับพื้นหรือ
กำมือหลวมๆหงายมือขึ้น เหยียดแขนทั้งสองข้างไปปลายเท้าให้มากที่สุด นิ่งไว้สักครู่ คลายท่า
ประโยชน์
เป็นการยืดกล้ามเนื้อ สะโพก ต้นขา และข้อเท้า
ลดอาการอ่อนเพลียและความเครียด
ลดอาการปวดหลังและปวดคอ
ทำให้ข้อมีการยืดหยุ่นดีขึ้นได้แก่ข้อ สะโพก เข่า ข้อเท้า
ช่วยระบบย่อยอาหาร และระบบสืบพันธุ์
ท่ากระต่าย



ขั้นตอนการฝึก
นั่งคุกเข่าบนส้นเท้าท่าเพชร หายใจเข้า
หายใจออกพร้อมค่อยๆโน้มตัวมาข้างหน้าช้าๆ จนศีรษะแตะพื้น ให้ศีรษะอยู่ใกล้กับเข่ามากที่สุด
แขนสองข้างวางราบพื้นแนบลำตัว
หายใจเข้า แล้วหายใจออกพร้อมกับค่อยๆยกก้นขึ้นสูงค้างไว้ เอื้อมมือจับข้อเท้าหรือหน้าแข้ง
ลดก้นลงวางบนส้นเท้า หมอบในท่าเด็ก ทำสลับท่าเริ่ม
ประโยชน์
ช่วยให้เลือดมาเลี้ยงสมอง บริเวณรอบคอ และใบหน้ามากขึ้น
ทำให้สมองแจ่มใส บริหารกล้ามเนื้อลำคอและกระดูกสันหลัง
ท่ากระต่ายหมอบ



ขั้นตอนการฝึก
นั่งคุกเข่า ก้นวางลงบนส้นเท้า เท้าราบกับพื้น
หายใจเข้าเหยียดแขนทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะพนมมือไว้ ยืดตัวให้สุด
หายใจออก ค่อยๆโน้มตัวไปข้างหน้าช้าๆ จนกระทั่งวางแขนทั้งสองลงที่พื้น วางศอกลงพื้น ก้นยังคงอยู่บนส้นเท้า
นิ่งสักครู่
เงยหน้าขึ้น ค่อยๆยกลำตัวขึ้น พร้อมหายใจเข้า นั่งในท่าเพฃร
ประโยชน์
ช่วยให้หายใจคล่องและโล่งขึ้น ช่วยบริหารกล้ามเนื้อเชิงกราน สะโพก และกล้ามเนื้อหลัง ให้ยืดเหยียดและผ่อนคลาย เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
ท่าพรหม 4 หน้า



ขั้นตอนการฝึก
นั่งท่าดอกบัวชั้นเดียว พนมมือหายใจเข้า ผลักมือที่พนมไปด้านขวาจนสุด ค่อยๆบิดเอวและหันหน้าตามไปจนสุด นิ่งสักครู่
หายใจออก เคลื่อนมือและลำตัว พร้อมใบหน้ากลับมาที่เดิม
ทำสลับอีกด้าน
ประโยชน์
บริหารเอว อวัยวะในช่องท้อง คอ ไหล่และสายตา
ท่านกอิทนรีย์



ขั้นตอนการฝึก
นั่งท่าดอกบัวชั้นเดียว งอศอก วางแขนขวาทับแขนซ้าย พนมมือ ให้นิ้วชี้ขึ้น หายใจเข้าและคงท่านี้ไว้ขณะหายใจ
หายใจออกและ ทำท่าซ้ำสลับข้าง โดยไขว้แขนซ้ายทับแขนขวา
ประโยชน์
บริหารไหล่ แก้อาการชาของนิ้ว และช่วยดึงเส้นจากสะบักไหล่ แก้อาการที่ยกแขนไม่ขึ้น ไหล่ติด รักษาอาการไมเกรน
ท่าหน้าวัว





ขั้นตอนการฝึก
นั่งในท่าคลาน ฝ่ามือ หัวเข่าและหลังเท้าติดพื้น
ยกขาซ้ายสอดเข่าซ้ายไปด้านหลังเข่าขวา แยกเท้าทั้งสองให้กว้าง แล้วหย่อนก้นนั่งระหว่างเท้าทั้งสองข้าง
นั่งในท่าเท้าไขว้ เท้าขวาทับบนเท้าซ้ายโดยให้ส้นเท้าขวาใกล้สะโพกซ้ายมากที่สุดและส้นเท้าวางบนพื้น ส่วนเท้าซ้ายก็ให้วางใกล้สะโพกมากที่สุด ให้เข่าซ้ายวางบนพื้น
ขณะหายใจเข้าให้ยกมือขวาขึ้นพับศอกพาดมือไปด้านหลัง เอื้อมมือซ้ายไปด้านหลังเกี่ยวกับนิ้วมือขวา เปิดไหล่ให้เต็มที่
หายใจเข้าค่อยๆโน้มตัวลง ก้มหน้าลงชิดเข่า ค้างท่านี้ให้นานเท่าที่ลมหายใจเข้า
หายใจออก เงยหน้าขึ้น ค่อยๆยกลำตัวขึ้น เปลี่ยนท่าสลับข้าง
สำหรับท่านที่มีปัญหาไม่สามารถเอื้อมมือมาจับกันได้ก็ใช้เข็มขัดหรือ ผ้า ช่วย ท่านที่ไม่สามารถนั่งโดยที่เข่าติดพื้นก็ให้หาผ้ามารองนั่ง
ประโยชน์
เป็นการยืดกล้ามเนื้อแขน ไหล่ หลังและหน้าท้อง
ลดอาการปวดต้นคอ ปวดหลัง
เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนและมือ
ท่าครึ่งงู



ขั้นตอนการฝึก
นั่งคุกเข่า ยกเท้าอีกข้างมาวางข้างหน้า ช่วงห่างมากกว่าความยาวเข่า แขนวางข้างลำตัว หายใจเข้า
หายใจออก โยกตัวไปข้างหน้า ค่อยๆย่อตัวลง จนปลายนิ้วมือลงให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ รักษาตัวให้ตรง อยู่ในท่านี้สักครู่
หายใจเข้ายกแขนทั้งสองข้างขึ้น จนถึงระดับไหล่ แขนตรงชี้ไปข้างหน้า
หายใจออก พร้อมหมุนตัวไปด้านเดียวกับขาที่เหยียด พร้อมเหยียดแขนข้างเดียวกัน ให้ปลายนิ้วมือสัมผัสขาหรือข้อเท้า ส่วนแขนอีกข้างงอศอกชี้ขึ้น ให้ปลายนิ้วมือชี้แนบอก ตามองตามมือที่จับเท้า อยู่ในท่านี้สักครู่ หายใจตามปกติ
หายใจเข้า ดึงแขนทั้งสองกลับมาข้างหน้า โยกตัวกลับไปให้ต้นขาอยู่ในแนวตรง หายใจออก ลดแขนวางลงข้างลำตัว
ทำสลับอีกข้างหนึ่ง จากนั้นพักในท่าเด็ก
ประโยชน์
บริหารกระดูกสันหลังให้ยืดหยุ่น อ่อนช้อย ลดไขมันที่เอว สะโพก และโคนขา บริหารสายตาและคอ
ท่าอูฐ



ขั้นตอนการฝึก
นั่งด้วยหัวเข่า ให้ส้นเท้ากดเข้ากับสะโพก และน่องราบไปกับพื้น เอื้อมไปข้างหลัง ใช้มือซ้ายจับข้อเท้าซ้าย มือขวาจับข้อเท้าขวา
หายใจเข้า ยกสะโพกขึ้น งอหลังและดันหน้าท้องไปข้างหน้า ยื่นศีรษะไปให้ไกลที่สุด
คงท่านี้ไว้ขณะหายใจเข้า หรือค่อยๆ หายใจออกขณะคงท่านี้ไว้ หายใจออกแล้วกลับไปที่ท่าคุกเข่า
ประโยชน์
ช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กระดูกสันหลัง สร้างความแข็งแรงที่อก กระตุ้นปอดและหัวใจ นอกจากนั้นท่านี้ยังปรับปรุงอาการผิดปกติของลำไส้ เช่น การมีแก๊สในท้องและอาการท้องผูก ด้วยการกระตุ้นกล้ามเนื้อท้อง

ท่าปางธนู



ขั้นตอนการฝึก
นั่งยืดขาตรงแนบพื้น หลังตรง คอตรง ฝ่ามือวางแนบพื้นข้างลำตัว หายใจเข้า ลึก นิ่ง หายใจออก ช้า พร้อมแขม่วท้อง
ประโยชน์
เป็นท่าสำหรับลดหน้าท้องและยืดกระดูกสันหลัง

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สุขภาพจิตดี สร้างได้

สุขภาพดีใครๆ ก็อยากมีกันทั้งนั้น และแน่นอนว่าอาหารดีมีประโยชน์ก็จะช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพดีอย่างที่หวัง แล้วสุขภาพใจล่ะต้องทำอย่างไรกันบ้าง

เรื่องนี้ ดร.เดวิด ร็อค กับ ดร.แดน ซีเกล นักจิตวิทยา เขียนไว้ในเว็บไซต์ ไซโคโลจีทูเดย์ แนะนำสิ่งที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า เฮลธี ไมนด์ แพลทเทอร์” เปรียบเทียบคล้ายถาดหรือจานอาหารสำหรับการมีสุขภาพจิตที่ดีไว้ว่า มี 7 กิจกรรมสำคัญที่เราจำเป็นต้องทำในแต่ละวัน เสมือนเป็น สารอาหารทางจิต” เพื่อที่สมอง จะได้ทำงานได้ดีที่สุด ถ้าทำเป็นประจำทุกวันก็จะทำให้เกิดการทำงานที่ประสานงานและสมดุลในการใช้สมอง ดีทั้งกับการทำงานภายในสมองเองและการติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่น

กิจกรรมทางสมอง 7 อย่างที่ว่านั้นคือ

เวลาโฟกัส” เป็นเวลาที่เรามุ่งมั่นที่จะพิจารณางานให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นเวลาที่ท้าทายให้สมองได้ทำงานอย่างลึกซึ้ง

เวลาเล่น” เป็นเวลาที่เราอนุญาตให้ตัวเองได้ตอบโต้ สร้างสรรค์ สนุกสนานกับประสบการณ์ใหม่ๆ

เวลาแห่งการเชื่อมโยง” ไว้ใช้ติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่น เป็นช่วงเวลาที่สมองต้องได้ใช้ไปกับกิจกรรมในวงจรทางสังคม

เวลาออกกำลังกาย” ตอนนี้เป็นช่วงที่ต้องออกกำลังขยับร่างกาย เคลื่อนไหวอย่างแอโรบิก (ถ้าเป็นไปได้) ซึ่งจะช่วยให้กระตุ้นสมองได้ในหลายทาง

เวลาสงบ” ในแต่ละช่วงวันต้องมีเวลาที่เราได้คิดทบทวนชีวิตด้านในอย่างสงบบ้าง โดยมุ่งประเด็นไปยังเรื่องของการสัมผัสรับรู้ ภาพ อารมณ์ ความรู้สึกและความคิด อันเป็นการช่วยให้สมองทำงานอย่างบูรณาการ

เวลาชะลอให้ช้าลง” ในช่วงนี้จะไม่ทำอะไรที่เพ่งพินิจพิจารณามาก ทำกิจกรรมแบบที่ไม่มีเป้าหมายเฉพาะ ปล่อยให้จิตใจได้พักผ่อน อันเป็นช่วงเวลาที่ให้สมองรีชาร์จตัวเอง

“เวลานอน” เป็นช่วงเวลาที่ให้สมองได้พักผ่อนตามที่ต้องการ จะช่วยในการเรียนรู้และฟื้นฟูจากประสบการณ์ที่ได้รับมาตลอดวัน

ประเด็นสำคัญของเวลาทั้ง 7 แบบในแต่ละวันนั้นคือการแบ่งกิจกรรมทางสมองให้ทำงานได้ตามระดับที่สำคัญ คล้ายกับการที่เราจำเป็นต้องรับสารอาหารในแต่ละวันนั่นเอง ลองหาโอกาสทำกันดู เผื่อจะมีสุขภาพใจที่แจ่มใสแข็งแรง
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ออกกำลังกายด้วยการเต้น




ลาตินแดนซ์(Latin Dance) คือหนึ่งในหลายๆ แขนงของการเต้นรำ ท่วงท่าลีลาและจังหวะดนตรีมีต้นกำเนิดมาจากการเต้นรำพื้นเมืองของประเทศในแถบลาตินอเมริกา ส่วนใหญ่จะเต้นกันในงานเลี้ยงฉลอง หรืองานเทศกาล เน้นจังหวะที่สนุกสนานเร้าใจด้วยสเต็ปง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่มีแบบแผนตายตัว แต่มีเอกลักษณ์

“ลีลาที่เร่าร้อนสอดรับกับจังหวะเสียงเพลงที่เร้าใจ ทำให้คุณรู้สึกถึงพลังและความเซ็กซี่ของตัวเอง” คุณจิ๋ม-ผาสุข ปลัดรักษา ครูสอนคลาส ลาตินเฟียสต้า(Latin Fiesta) ให้คำนิยาม

“การเต้นรำสไตล์ลาตินเริ่มโด่งดังในยุโรปและอเมริกาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 สำหรับในประเทศไทยเพิ่งเข้ามาแพร่หลายได้ไม่กี่ปี แต่ถึงแม้จะเข้ามาได้ไม่นาน การเต้นสไตล์นี้ก็ทำให้ใครต่อใครหลายคนหลงใหลไม่น้อยทีเดียว การเต้นลาตินแบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรกคือสไตล์ลาตินอเมริกัน มีอยู่ 5 จังหวะ คือ Cha Cha Cha, Cuban Rumba, Samba, Paso Doble และ Jive หรือ Rock'n'Roll แต่ละจังหวะจะมีจุดเด่นที่ต่างกันไป เช่น Cha Cha Cha ที่ดูเหมือนการเต้นหยอกล้อเกี้ยวพาราสี Samba เป็นลีลาการเต้นในงานเทศกาลต่างๆ ของชาวบราซิล ขณะที่ Cuban Rumba มาจากประเทศคิวบา จะเต้นแบบยั่วยวนนิดๆ แบบที่สองคือลาตินแบบ Social ซึ่งมีหลายประเภทมากๆ ที่โด่งดังที่สุดคือ Salsa ซึ่งเราคุ้นเคยกันดี”

ลาตินกับลีลาศ“คำว่า ‘ลีลาศ’ มันเป็นภาษาไทย ซึ่งมาจากคำว่า ‘แดนซ์’ ในภาษาอังกฤษนั่นแหละค่ะ เราบัญญัติศัพท์คำว่าลีลาศ แทนคำว่าเต้นรำ เพราะคำว่าเต้นรำเมื่อเป็นคำผวนแล้วฟังดูไม่ดี” ครูจิ๋มเล่า “คนไทยพอได้ยินคำว่าลีลาศก็มักจะคิดถึงจังหวะเนิบๆ ช้าๆ แต่จริงๆ แล้วการเต้นลีลาศทุกประเภทมันเป็น Basic Figures(ท่าเต้นพื้นฐาน) เดียวกัน แตกต่างกันที่สไตล์การเต้น พอมีคำว่าลาตินเข้าไปมันจะเป็นอะไรที่แรงขึ้น ความแข็งแรง ความเร็ว และความเซ็กซี่มันจะต่างกัน”

เต้นเพื่อสุขภาพ
ลาตินเฟียสต้านอกจากเป็นคลาสเต้นรำที่สนุกสนานแล้ว ครูจิ๋มบอกว่ายังเป็นการออกกำลังกายที่ดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย “เรารู้กันอยู่แล้วว่าการเต้นรำคือการออกกำลังกายที่ดีมาก เพราะเราได้เคลื่อนไหวและใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย การเต้นลาตินจะเน้นที่ช่วงล่าง แต่ช่วงบนก็ได้บริหารเหมือนกัน ขาของคุณจะแข็งแรง เพราะเป็นส่วนที่รับบทหนักที่สุด รองลงมาคือก้นและสะโพก จริงๆ แล้วกล้ามเนื้อตั้งแต่หน้าท้องลงไปจะได้ใช้หมดเลยนะ ถ้าเห็นท่าเต้นจะรู้เลยว่าเหนื่อยมาก เพราะใช้แรงเยอะ สังเกตมั๊ยว่าคนที่ชอบเต้นรำรูปร่างจะค่อนข้างฟิตและเฟิร์ม นอกจากนี้การเต้นรำยังเป็นกิจกรรมที่นิยมมากในการเข้าสังคม เป็นการแสดงออกที่สร้างสรรค์ ทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉง และลดความเครียดจากการทำงานได้ รวมทั้งยังเป็นการออกกำลังกายที่ไม่หนักเกินไป และไม่เป็นอันตรายสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ”

เสน่ห์แห่งการเต้น
เส้นทางบนฟลอร์ของครูจิ๋มเริ่มต้นขึ้นในวัย 30 ต้นๆ จากการเป็นคนชอบฟังเพลง โดยเฉพาะแนวลาติน ครูจิ๋มคิดฝันอยากจะเต้นรำกับเขาบ้าง เพราะเธอหลงใหลในจังหวะย่างเท้าที่สอดรับกับจังหวะเสียงเพลงที่เร้าใจ อันเป็นศิลปะที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจมากสำหรับเธอ “แรกเริ่มเดิมทีเป็นคนชอบฟังเพลงลาติน จริงๆ แล้วฟังมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ตอนนั้นไม่ได้ชอบเต้นนะ ชอบฟังอย่างเดียว ตอนเด็กๆ ไม่รู้หรอกว่ามันคือเพลงลาติน โตมาถึงได้รู้ พอสนใจก็เริ่มศึกษาด้วยตัวเอง อ่านหนังสือ ซื้อเทปมาดู หรือไปดูการแข่งขันที่เมืองนอก ที่ชอบเต้นรำเพราะมันไม่เหมือนกีฬาชนิดอื่นๆ ที่ใช้เฉพาะพละกำลังอย่างเดียว แต่การเต้นรำต้องใช้ทั้งความแข็งแรง ต้องเป็นคนที่มีอารมณ์ศิลปะ มีลีลา และต้องรู้จักแสดงด้วย เหมือนกับเอาศิลปะทั้งสองอย่างมารวมเข้าด้วยกัน การเต้นลาตินไม่ยากหรอกค่ะ สิ่งสำคัญอยู่ที่ใจ การเต้นที่ดีนั้นต้องใช้ใจเต้นด้วย ส่วนเทคนิคต่างๆ เราสามารถฝึกและพัฒนาได้ภายหลัง เพราะฉะนั้นคนเรียนต้องมีใจรัก บังคับกันไม่ได้” ครูจิ๋มเริ่มเต้นลาตินมาได้ 10 กว่าปีแล้ว แม้ตอนนี้วัยจะย่างเข้า 48 ปี แต่เธอบอกว่ายังมีไฟและจะยังคงเต้นต่อไป...แล้วคุณล่ะพร้อมเต้นไปกับเธอหรือยัง?


Sexy Salsa
เซ็กซี่สไตล์ลาติน

หากคุณชื่นชอบการเต้นรำสไตล์ลาติน คุณต้องไม่พลาดคลาส “เซ็กซี่ซัลซ่า(Sexy Salsa)” อีกหนึ่งทางเลือกของความร้อนแรงและเซ็กซี่ในสไตล์ลาติน เต้ย-ภคิน ถนอมเกียรติ ครูหนุ่มหนึ่งเดียวจากคลาสซัลซ่าและลาตินที่ CWX เล่าว่า

“การเต้นซัลซ่าเป็นหนึ่งในจังหวะการเต้นสไตล์ลาติน ว่ากันว่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศคิวบา โดยทั่วไปซัลซ่าแบ่งสไตล์การเต้นออกเป็น 2 สไตล์ คือแบบลาตินอเมริกา ซึ่งจะไม่เน้นลีลา แต่เน้นที่ท่วงท่าเซ็กซี่ และแบบคิวบา ซึ่งมีท่าเต้นนับร้อยๆ ท่า นอกจากนี้ยังมีซัลซ่าสไตล์เปอร์โตริโกอีกด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ไหนโดยพื้นฐานแล้วจะไม่ค่อยแตกต่างกันในเรื่องจังหวะและดนตรี แต่จะต่างกันที่สเต็ปการเต้น ซัลซ่าเป็นการเต้นที่เซ็กซี่ จังหวะของดนตรีและกลองจะสนุกสนานและเร้าใจมากกว่าการเต้นแบบอื่นๆ ผู้เต้นจะเน้นการใช้ body movement สื่อถึงความสง่างาม และดึงความเซ็กซี่ในตัวออกมา ที่แยกคลาสซัลซ่าถูกแยกออกมาจากคลาสลาตินอาจเป็นเพราะซัลซ่าเป็นจังหวะที่เต้นง่ายที่สุด ลักษณะการขยับเท้ามีแค่ก้าวหน้า-ก้าวหลัง จึงเหมาะสำหรับผู้เริ่มเต้นใหม่ๆ”

คำแนะนำก่อนเต้นซัลซ่า
- เสื้อผ้าที่สวมใส่ควรจะดูเซ็กซี่นิดๆ เวลาเต้นจะได้อารมณ์มากขึ้น
- เวลาเต้นควรเต้นด้วยใจ เพื่อดึงความเซ็กซี่ที่แท้จริงออกมาจากภายใน
- ต้องตั้งใจฟังจังหวะเพลง เพื่อที่จะได้เต้นอย่างถูกต้อง
- ทำใจให้พร้อมและเปิดใจรับความสนุกสนานให้เต็มที่

ที่มา http://women.thaiza.com/detail_58903.html

ประโยชน์ของน้ำองุ่น

นักวิจัยจาก มหาวิทยาลยซินวเนติ สหรัฐฯ ได้ทำการทดลองผู้ที่ดื่มน้ำองุ่น เป็นประจำนั้นพบว่า การดื่มน้ำองุ่นนั้นจะช่วยให้ผู้ดื่มนั้นมีความทรงจำที่ดีขึ้น โดยสามารถเรียนรู้การจดจำคำและความทรงจำในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น การดื่มน้ำองุ่นเป็นประจำจะช่วยให้เรามีความทรงจำที่ดีขึ้น ผู้หญิงคนไหนมีปัญหาเกี่ยวกับความทรง



นอกจากนั้นน้ำองุ่นยังช่วยในการบำรุงโลหิตและแก้ไอ รักษาอาการเหงื่อออกมากผิดปกติและขับปัสสาวะได้อย่างดี อีกทั้งยังช่วยบำรุงผิวพรรณอีกด้วย
 นอกจากนั้นน้ำองุ่นยังช่วยในการบำรุงโลหิตและแก้ไอ รักษาอาการเหงื่อออกมากผิดปกติและขับปัสสาวะได้อย่างดี อีกทั้งยังช่วยบำรุงผิวพรรณอีกด้วย

grape-juice

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เมนูน้ำหวาน สื่อรัก




เมนูอาหารสุขภาพสื่อรัก สีสันถ่ายทอดอารมณ์หวาน (ไทยโพสต์)

          หลักแพทย์แผนไทยกล่าวไว้ว่า "สี" นอกจากจะสื่อรักและบอกอารมณ์ได้แล้ว สียังช่วยทำให้สุขภาพกายและสุขภาพใจแข็งแรงขึ้นได้ด้วย และแม้ว่าสีต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่ก็สามารถหล่อหลอมเข้ากับร่างกายมนุษย์ได้เช่นเดียวกัน

          ดังนั้นการนำสมุนไพรไทยหลากสีสันมาเปลี่ยนเป็นเมนูสุขภาพ
 เช่น การเลือกกระเจี๊ยบที่เป็นตัวแทนของสีแดง มาปรุงเป็นเมนู "กระเจี๊ยบกวน" สำหรับช่วยบำรุงหัวใจและลดไขมันในเลือด หรือหยิบดอกดาวเรือง ซึ่งเป็นตัวแทนของสีเหลือง มาทำเป็น "ชาดอกดาวเรือง" ก็สามารถเพิ่มธาตุเหล็ก บำรุงสมอง และบำรุงสายตาสำหรับผู้ที่เหนื่อยล้าจากการใช้สายตาได้เช่นกัน หรือจะเป็นเมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ให้สีม่วงจาก "ดอกอัญชัน" ก็สามารถช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดได้เป็นอย่าง



น้ำว่านหางจระเข้ Neutral-V Aloe Vera

ความเป็นมา

ดูเผินๆอาจเข้าใจว่าต้นอโลเวร่าเป็นพืชประเภทเดียวกับต้นกระบองเพชร แต่ที่ถูกต้องต้นพืชนี้จัดอยู่ในตระกูลลิลลี่ ( Lily ) มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่แถบชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียลและตอนใต้ของ อัฟริกา แยกเป็นพันธ์ต่างๆถึง 300 ชนิด มีทั้งที่ขนาดใหญ่มากและเล็กมาก บางพันธ์สูงเพียงสิบเซนติเมตร ลักษณะของต้นอโลเวร่าคือ มีใบปลายแหลม รอบใบหยัก และมีหนาม เนื้อในมีน้ำคล้ายวุ้น เป็นเมือกเหนียวซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์ คำว่า อโล (ALOE) เป็นภาษากรีกโบราณ ซึ่งแผลงลงมาจากคำว่า ALLAL แปลว่า รสฝาดหรือขมในภาษายิว เดิมที่ต้นอโลเวร่าเป็นพืชในเขตร้อน ต่อมาถูกนำไปแพร่พันธ์ทั้งในยุโรปและเอเชีย ชาวจีนโบราณใช้อโลเวร่าเป็นส่วนสำคัญในการปรุงยาสมุนไพรจีนมานานหลายพันปี ส่วนชาวรัสเซียเรียกพืชชนิดนี้ว่า ยาอายุวัฒนะ (The Elixir of Longevity) และ ในตำรายาของกรีกราวต้นคริสต์ศตวรรษบันทึกไว้ว่า ชาวกรีกได้นำอโลเวร่ามาใช้รักษาโรคนอนไม่หลับ ผมร่วง โรคในช่องปาก โรคไต ผิวหนังพอง ผิวถูกแดดเผา ผิวด่างดำ บำรุงผิวและระงับอาการปวด ประวัติศาสตร์บางตอนจารึกว่า อริสโตเติ้ลได้กราบทูลพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชให้นำทัพไปยึดเกาะโซโครโต ซึ่งอยู่ชายฝั่งตะวันออกของอัฟริกา เพื่อนำต้นอโลเวร่ามารักษาบาดแผล ให้กับทหารที่เกิดจากการสู้รบ นอกจากนี้ในคัมภร์ไบเบิ้ล (จอห์น 19:39 ) มีจารึกไว้ว่าน้ำชโลมพระศพพระเยซูมีส่วนผสมของอโลเวร่าอยู่ด้วย

สมุนไพรธรรมชาติเพื่อการดูแลและการบำบัด อย่างแท้จริง เป็นเนื้อว่านหางจระเข้ล้วน ๆ บด ละเอียด รับประทานง่าย บรรจุในขวดแก้วสีเขียว เพื่อช่วยในการเก็บรักษาคุณภาพของว่านหางจระเข้ ได้ดีที่สุด ปราศจากน้ำตาล ใช้ดื่มเพื่อ บำรุงสุขภาพ และ เป็นอาหารเสริมในการรักษาของผู้ป่วยในโรค ต่างๆได้เป็นอย่างดี ใช้ได้อย่างปลอดภัยต่อร่างกาย เพราะผลิตมาจากวัตถุดิบจากธรรมชาติล้วน ๆ จึง เหมาะที่จะมีไว้ติดบ้าน เพื่อรับประทานเป็นประจำ และ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

การบริโภค
ต้องการรักษาและฟื้นฟูเป็นพิเศษ รับประทานก่อนอาหาร ครึ่งชั่วโมง เช้า, กลางวัน, เย็น ก่อนนอน ครั้งละ 40 ml.
การบริโภคเพื่อบำรุงร่างกายและอ่อนเพลีย รับประทานก่อนอาหาร เช้า และก่อนนอน ครั้งละ 30- 40 ml.

การใช้ภายนอก
สามารถใช้ทาแผลพุพองเนื่องจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือแผล ถลอก โดยการชุบสำลีแล้วทาที่แผลเป็นระยะๆ ช่วยให้ไม่ปวดแสบ ปวดร้อน เกิดความยืดหยุ่นไม่ตึง ไม่เกิดแผลเป็น

อายุการเก็บ ยังไม่เปิดขวด มีอายุ 1 ปี เมื่อเปิดขวดแล้ว ควรเก็บในตู้เย็น และ ทานให้หมดภายใน 1 เดือน

แพคกิ้ง ขวดแก้ว ขนาดบรรจุ 750 มล.
ลักษณะ ว่านหางจระเข้เนื้อละเอียด รสลิ้นจี่ ช่วยเสริมการรักษาในผู้ป่วย โรคกระเพาะอาหาร,ปวดข้อ ,อ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง ,โรคตับอักเสบ
เบาหวาน , สะเก็ดเงิน, มะเร็งลำไส้,นิ่วในไต, ความดันโลหิตสูง , หอบหืด, เบื่ออาหาร

ประโยชน์จากว่านหางจระเข้ ALOE VERA

สรรพคุณที่ได้รับการยอมรับแล้วจากการวิจัยจากสถาบันต่างๆ
* ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
* ช่วยต่อต้านและยับยั้งการขยายตัวของเซลมะเร็ง และ เชื้อไวรัส
* ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันเชื้อโรค
* ช่วยการหล่อลื่นของกระดูกข้อต่อและช่วยเคลือบผนังลำไส้ใหญ่
* ช่วยเสริมระบบการย่อยอาหารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น( Metabolism) จึงมีการนำไปผสม ในเครื่องดื่ม หรือ อาหารบำรุงร่างกาย หลายตำรับ
* ช่วยกระตุ้นการก่อเกิดเซลใหม ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงมีการนำไปใช้ในการซ่อมแซม หรือส่วนที่สึกหรอภายในร่างกายด้วยการรับประทาน และ รักษาแผลจากน้ำร้อนลวก , ไฟไหม้ หรือ แผลจากโรคทางผิวหนัง เช่นโรคสะเก็ดเงิน และมีการนำไปใช้รักษาแผลของผู้ป่วยจากการฉายรังสีเอ็กซเรย์ ซึ่งได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยการทาภายนอก
* ช่วยให้การเกิดสภาวะการหลับลึก เป็นการพักผ่อนอย่างแท้จริง อันเนื่องมาจากการกระบวนการ ปรับสภาพการทำงาน ของระบบต่างๆ ในร่างกาย ให้เข้าสู่ภาวะที่สมดุล ด้วยปฏิกิริยาทางเคมีจากธรรมชาติในว่านหางจระเข้
* ช่วยเสริมในการรักษาผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีได้เป็นอย่างดี อันเนื่องมาจากขบวนการ เมตาบอริซึ่ม มีการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยลดและยับยั้งการการเกิดบาดแผลเรื้อรัง รักษายากจนนำไปสู่การตัดอวัยวะ เช่น ขา
* มีการพบว่าว่านหางจระเข้ช่วยทำให้เส้นโลหิตในสมองมีความแข็งแรง และยืดหยุ่นได้ดี จึงมีส่วน ช่วยให้สามารถป้องกัน เส้นโลหิตในสมอง แตกได้
* ช่วยบำรุงผิวพรรณและให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง พบว่าว่านหางจระเข้ ช่วยกระตุ้น Fibroblast ในการหลั่งสาร คอลลาเจน และ อีลาสติน ในการสร้างเซลเนื้อเยื่อใหม่และให้ความชุ่มชื้นยืดหยุ่นแก่เซลผิวหนังได้อย่างดี จึงมีการนำไปเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางราคาแพงหลายยี่ห้อ
* จากสรรพคุณอันมากมายในว่านหางจระเข้ จึงมีการนำเอามาวิจัยและพัฒนาสู่การรับใช้วิถีชีวิตของมนุษย์เราอย่างกว้างขวางในหลายวงการ เช่น การบริโภคเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ ใช้ในวงการเครื่องสำอาง ในวงการแพทย์ และยังมีการวิจัยเพื่อนำมาใช้ในวงการทหารอีกด้วย
* ปัจจุบันว่านหางจระเข้ นับวันยิ่งได้รับการยอมรับจากในหลายประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน จีน อเมริกา อังกฤษ และประเทศ ในแถบยุโรป เนื่องจากการยอมรับในความปลอดภัย และคุณค่าอันแท้จริง ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งได้รับ มาจาก ธรรมชาติ

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แคนตาลูป.. น้ำผลไม้ลดไข้

แคนตาลูป ผลไม้รูปทรงกลมๆ รีๆ เนื้อมีสีส้มสวย รสหวานเย็น เป็นพืชล้มลุกประเภทไม้เลื้อย ซึ่งอยู่ในตระกลูเดียวกันกับแตงโมไทย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cucumis melo var. cantalupensis แคนตาลูปนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า "แตงคุณหนู" เพราะเป็นผลไม้ที่ต้องดูแลเอาใจใส่กันเป็นพิเศษ ตั้งแต่หยอดเมล็ดจนได้ผลกันเลย

แคนตาลูปได้เข้ามาปลูกในบ้านเราได้ประมาณ 20 กว่าปีมานี้เอง แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ด้วยเนื้อที่มีรสชาติเยี่ยม เสน่ห์ของแคนตาลูปอยู่ที่กลิ่นหอม เนื้อมีความกรอบเมื่อเคี้ยว ประกอบกับรสหวาน ยิ่งถ้ากินตอนแช่เย็นยิ่งอร่อยชื่นใจ นอกจากกินเป็นผลไม้สดแล้ว แคนตาลูปยังนิยมนำมาทำน้ำผลไม้เครื่องดื่มสุขภาพได้อย่างดีเยี่ยม

ในแคนตาลูปสุกครึ่งลูก มีสารอาหารต่างๆ มากมาย มีแคลเซียม 38 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 44 มิลลิกรัม เหล็ก 1.1 มิลลิกรัม โซเดียม 33 มิลลิกรัม โปตัสเซียม 682 มิลลิกรัม วิตามินเอมีมากถึง 9,240 I.U. ไนอาซีน 1.6 มิลลิกรัม และวิตามินซีก็มีมากถึง 90 มิลลิกรัม ซึ่งใกล้เคียงกับส้มเขียวหวานเลยทีเดียว และยิ่งถ้าซื้อแคนตาลูปในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลของแคนตาลูป แคนตาลูป แคนตาลูปจะมีสารอาหารจำพวกไรโบฟลาวิน ไนอาซิน ไทอามิน และวิตามินซีสูงเป็นพิเศษ


น้ำแคนตาลูปนอกจากดื่มแก้กระหายคลายร้อน ช่วงเดือนเมษายนได้อย่างดีแล้ว ยังช่วยลดไข้ เพราะแคนตาลูปเป็นผลไม้เย็น ส่วนน้ำตาลและเอ็นไซม์ที่มีอยู่ในแคนตาลูป ยังช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการอักเสบของลำไส้ และบรรเทาอาการท้องปั่นป่วนจากการรับประทานอาหารไม่ตรงตามเวลาได้



การทำน้ำแคนตาลูปให้ได้รสหวานเย็นชื่นใจนั้น ต้องเลือกซื้อแคนตาลูปที่สุกกำลังดี ไม่อ่อนเกินไป แคนตาลูปอ่อนจะไม่มีกลิ่นหอม ถ้าสุกเกินไป เมื่อเขย่าดูจะมีน้ำอยู่ข้างใน แสดงว่าไส้ล้ม เลือกผลขนาดกลาง ซึ่งมีน้ำหนักประมาณสักหนึ่งกิโลกรัมก็ใช้ได้แล้ว นอกจากดูน้ำหนักแล้ว ผิวของแคนตาลูปก็มีส่วนสำคัญ ผิวต้องเรียบตึง สวย ไม่เป็นร่องหยัก เลือกที่สีนวลเหมือนเปลือกไข่



น้ำแคนตาลูป
วิธีทำ     
1. แคนตาลูปปอกเปลือกเอาเมล็ดออก หั่นชิ้นเล็กปริมาณ 1 ถ้วย 
2. แตงโมเอาเมล็ดออก หั่นชิ้นเล็ก 1/2 ถ้วย 
3. น้ำส้มคั้น 1/2 ถ้วย 
4. น้ำมะนาว 1 ช้อนชา 
ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงในโถปั่น ปั่นด้วยความเร็วสูงจนเนื้อเนียนเข้ากันดี เทใส่แก้ว ดื่มทันที



น้ำแคนตาลูปผสม
วิธีทำ     
1. แคนตาลูป 1 ลูก ผ่าครึ่ง ใช้ช้อนตักเอาเมล็ดออก หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมไม่ต้องใหญ่มาก นำไปปั่นจนเนื้อแตงเนียน พักไว้ 

2. นำน้ำนมถั่วเหลือง 1 ถ้วย น้ำผึ้งหรือน้ำตาลสีรำ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำแข็งเกล็ด 1 1/2 ถ้วย ใส่ลงในโถปั่น ปั่นด้วยความเร็วสูง ประมาณ 1 นาที แล้วจึงใส่น้ำแคนตาลูปลงไปปั่นรวมกัน นานอีก 1 นาที จนเข้ากันดี รินใส่แก้วดื่มทันที